วันศุกร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2553

อันตรายจากเครื่องสำอาง





อันตรายจาก เครื่องสำอาง

ถึงแม้ว่า เครื่องสำอาง จะเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายค่อนข้างต่ำ แต่บางครั้งผู้บริโภคใช้ เครื่องสำอาง แล้วอาจเกิดอาการข้างเคียงอันไม่พึงประสงค์ได้ ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นบริเวณที่สัมผัสกับ เครื่องสำอาง โดยตรง อาจเกิดอาการได้ตั้งแต่ ระคายเคือง คัน แสบ ร้อน บวมแดง เป็นผื่น ผิวแห้งแตก ลอก ลมพิษ หรือมีอาการรุนแรงถึงขั้นเป็นแผลพุพอง น้ำเหลืองไหล แต่บางครั้งอาจพบความผิดปกติในบริเวณที่ไม่ได้สัมผัสกับ เครื่องสำอาง โดยตรงก็ได้ เช่น คันบริเวณเปลือกตา เนื่องจากแพ้สีทาเล็บที่ไปสัมผัสเปลือกตาโดยบังเอิญ


สาเหตุของการเกิดอาการข้างเคียงอันไม่พึงประสงค์

สาเหตุของการเกิดอาการข้างเคียงอันไม่พึงประสงค์เหล่านี้ ได้แก่

1. อันตรายจากตัวผลิตภัณฑ์ เช่น

เป็น เครื่องสำอาง ที่เก่า เสื่อมสภาพแล้ว อาจเนื่องจากผลิตมาเป็นเวลานาน หรือการเก็บรักษาไม่ดีพอ
เป็น เครื่องสำอาง ที่ไม่ปลอดภัย มีการลักลอบผสมสารห้ามใช้ จะสังเกตได้ว่ามักจะแสดงฉลากภาษาไทยไม่ครบถ้วน โดยเฉพาะไม่แสดงแหล่งผลิต หรือวันเดือนปีที่ผลิต
สูตร ส่วนประกอบ หรือกรรมวิธีผลิตไม่เหมาะสม
2. การใช้ผิดวิธี ก่อนใช้ เครื่องสำอาง ควรอ่านวิธีใช้ที่ฉลากให้เข้าใจ และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ใช้ให้ถูกคน ถูกเวลา ในปริมาณที่เหมาะสม โดยเฉพาะถ้าเป็น เครื่องสำอางควบคุมพิเศษ หรือเครื่องสำอางควบคุม มักจะมีคำเตือนและข้อควรระวัง รวมทั้งการทดสอบการแพ้ก่อนใช้ จึงต้องใช้ด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ
การใช้ เครื่องสำอาง ผิดวิธี ได้แก่

การโรยแป้งฝุ่นลงบนตัวทารกโดยตรง ผงแป้งจะฟุ้งกระจายไปทั่ว เมื่อเด็กสูดลมหายใจ จะได้ผงแป้งไปสะสมในปอด เป็นอันตรายต่อปอด
การใช้ เครื่องสำอาง ในปริมาณที่มากเกินไป หรือบ่อยเกินไป อาจทำให้เกิดอันตรายได้
เครื่องสำอาง ที่ระบุให้ใช้แล้วล้างออก ถ้าไม่ล้างออก ก็อาจก่อให้เกิดอันตรายได้เช่นกัน
การใช้ผิดเวลา เช่น ระบุให้ทาก่อนนอน (เพื่อป้องกันการเกิดปฏิกิริยากับแสงแดด) หากทาในตอนกลางวัน เมื่อโดนแสงแดด ก็อาจเกิดอันตรายได้
ใช้ เครื่องสำอาง แล้วไม่ปิดภาชนะบรรจุให้สนิท อาจมีฝุ่นละออง หรือเชื้อโรคลงไปปนเปื้อนได้

3. ตัวผู้บริโภคเอง เช่น

วัยของผู้ใช้ เด็ก และผู้สูงอายุ ผิวหนังจะบอบบางและแพ้ง่ายกว่าวัยอื่น
ตำแหน่งของผิวหนัง ผิวหนังบริเวณใบหน้า โดยเแพาะรอบดวงตา/ริมฝีปาก จะบอบบางกว่าบริเวณอื่น อาจเกิดการแพ้ หรือระคายเคืองได้ง่าย
การแพ้เฉพาะบุคคล เช่น แพ้น้ำหอม หรือสารกันเสีย บางชนิด
ความประมาทในการใช้เครื่องสำอาง เช่น แชมพูเข้าตาเวลาสระผม / ใช้เครื่องสำอางร่วมกับผู้อื่น แล้วติดเชื้อโรคมาด้วย / แต่งหน้าขณะอยู่ในรถ อาจเกิดอุบัติเหตุได้

บางครั้งเมื่อผู้บริโภคเลือกซื้อและใช้ เครื่องสำอาง ด้วยความระมัดระวังแล้ว ก็ยังอาจเกิดอาการข้างเคียงที่ไม่ พึงประสงค์ได้บ้าง ซึ่งอาจเกิดจากสาเหตุต่างๆ ดังนี้
1. การระคายเคือง (Irritation) เป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นเมื่อร่างกายสัมผัสกับสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง (irritants) เช่น ผลิตภัณฑ์ที่มีความเป็นกรด หรือด่างสูงๆ (น้ำยาดัดผม , ผลิตภัณฑ์กำจัดขน , ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้ผิวหนังชั้นนอกหลุดลอกออกเร็วขึ้น) ความรุนแรงของการระคายเคืองจะขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของสาร และระยะเวลาที่สารสัมผัสกับผิว การระคายเคืองนั้นเกิดขึ้นได้กับคนทุกคน และพบได้บ่อยกว่าการแพ้
2. การแพ้ (Allergy) เป็นปฏิกิริยาที่ซับซ้อนเกี่ยวกับภูมิคุ้มกันของร่างกายของแต่ละคน จึงเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล ผู้บริโภคอาจเกิดความผิดปกติขึ้นทันทีที่สัมผัสกับสารที่ก่อให้เเกิดการแพ้ (Allergen) หรือมีอาการภายหลังก็ได้ และผู้ที่แพ้สารใดแล้ว เมื่อสัมผัสกับสารนั้นเพียงเล็กน้อยก็จะเกิดอาการแพ้ขึ้นได้
สารที่พบว่าก่อให้เกิดการแพ้ได้บ่อยเป็นอันดับหนึ่ง คือ สารแต่งกลิ่นหอม (fragrance / perfume) รองลงมาได้แก่สารกันเสีย (preservatives) และสารป้องกันแสงแดด (sunscreens)

ขณะนี้มีการโฆษณาผลิตภัณฑ์ด้วยข้อความ "ไฮโป-อัลเลอร์เจนิก (Hypoallergenic)" หรือข้อความอื่นๆที่สื่อความหมายในทำนองเดียวกัน เช่น ผ่านการทดสอบโดยแพทย์ผิวหนัง , ผ่านการทดสอบการแพ้ (dermatologist test/ allergy test) ข้อมูลเหล่านี้มาจากผู้ประกอบธุรกิจ จึงมักจะเน้นแต่ข้อดีของผลิตภัณฑ์ เพื่อส่งเสริมการขาย โดยเฉพาะเรื่องการแพ้ เป็นเรื่องเฉพาะบุคคล ไม่มีผลิตภัณฑ์ใดที่สามารถรับประกันได้ว่าไม่ก่อให้เกิดการแพ้ ดังนั้น ผู้บริโภคพึงไตร่ตรองข้อมูลต่างๆอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์

ประวัติบราวนี่




ประวัติ Brownie
Brownie

ฝรั่งเป็นชาติที่นิยมชมชอบบริโภคขนมอบ ชนิดต่างๆ มาก ประกอบกับ ช่วงสภาพอากาศหนาวเย็นกินระยะเวลาที่ยาวนาน

คุณแม่บ้านส่วนใหญ่ จึงมักเข้าครัวอบขนมอุ่นๆ จากเตาให้สมาชิกในครอบครัวได้กินร่วมกัน ขนมอบสุดคลาสสิกที่มีมาแต่นมนาน ได้แก่ เค้ก คุกกี้ และขนมปัง

แต่ในยุคหลังๆมีน้องใหม่อย่าง บราวนี่ พัฟ และพาย มาช่วยเพิ่มสีสันความหลากหลาย

บราวนี่ (brownie) ขนมชิ้นสี่เหลี่ยมสีน้ำตาลเข้ม ถูกจัดให้อยู่ในหมวดหมู่ของคุกกี้

ภาษาอังกฤษเรียกว่า sheet cookies หรือ คุกกี้แผ่น ที่มีลักษณะคล้ายเค้กช็อกโกแลตเข้มข้น แต่เนื้อแน่นกว่ามากและไม่เบาฟูเหมือนอย่างเค้ก นัยว่าเพราะใส่ผงฟูน้อย ขนมเค้กส่วนใหญ่นั้นเป็นก้อนกลม

แต่บราวนี่กลับเป็นเค้กช็อกโกแลตที่อบในถาดแบนรูปสี่เหลี่ยมสูง 1 นิ้วกว่าๆ แล้วตัดแบ่งเป็นชิ้นลักษณะสี่เหลี่ยม ขนาดพอเหมาะ

เอกลักษณ์ของบราวนี่ก็อยู่ตรงที่เนื้อแน่นและเป็นเค้กตัดนี่แหละ

แม้ว่าที่มาของบราวนี่จะไม่ชัดเจน แต่นักประวัติศาสตร์อาหารสันนิษฐานว่า เจ้าขนมรูปทรงสี่เหลี่ยมนี้เกิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นที่แรกตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 19 กล่าวกันว่า



บราวนี่เกิดจากความบังเอิญในการทำเค้กช็อกโกแลตโดยลืมใส่ผงฟู อบออกมาแล้วเค้กไม่ขึ้นฟู แต่กลับได้ขนมสีน้ำตาลเข้มเนื้อแน่น อันเป็นที่มาของชื่อ “brownie” นั่นเอง นับได้ว่า " ความหลงลืม ความผิดพลาดเป็นปัจจัยผลักดันความก้าวหน้า " ให้ขนมชนิดนี้ถือกำเนิดขึ้นบนโลก

ชื่อของ brownie ปรากฏขึ้นครั้งแรกบนสื่อสิ่งพิมพ์ใน Sears, Roebuck and Company Catalog เมื่อปี ค.ศ.1897

ต่อมาไม่นานก็พบว่ามีสูตรการทำบราวนี่ตามตำราอาหารต่างๆด้วย อาทิเช่น Boston Cooking-School Cook Book, The Joy of Cooking จนคนรู้จักบราวนี่แพร่หลายขึ้น เป็นที่นิยมทำกินกันตั้งแต่ ค.ศ.1920 เป็นต้นมา

วันพฤหัสบดีที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ประธานาธิบดีสาธารณรัฐฝรั่งเศส





ประธานาธิบดีสาธารณรัฐฝรั่งเศส (ฝรั่งเศส: Président de la République française) เป็นตำแหน่งสูงสุดฝ่ายอำนาจบริหารของประเทศฝรั่งเศสโดยมาจากการเลือกตั้ง และดำรงตำแหน่งเป็นทั้งประมุขแห่งรัฐ จอมทัพ ผู้รับรองรัฐธรรมนูญและผู้ปกครองร่วมอันดอร์รา
ตำแหน่งประธานาธิบดีฝรั่งเศสได้ถูกก่อตั้งขึ้นเมื่อปี
พ.ศ. 2391 (สมัยสาธารณรัฐฝรั่งเศสที่ 2) ซึ่งทำให้ระบอบประธานาธิบดีของประเทศฝรั่งเศสนั้น เป็นระบอบที่มีความเป็นมายาวนานที่สุดประเทศหนึ่งในทวีปยุโรป จวบจนปัจจุบัน มีผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวทั้งสิ้น 23 คน ซึ่งทุกคนได้พำนักในปาเลส์ เดอ เลลิเซมาแล้ว
รัฐธรรมนูญในแต่สาธารณรัฐนั้น ได้กำหนดอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบของประธานาธิบดีแตกต่างกันไป ตั้งแต่
พ.ศ. 2502 เป็นต้นมา ประเทศฝรั่งเศสอยู่ในยุคสาธารณรัฐฝรั่งเศสที่ 5 ในระบอบกึ่งประธานาธิบดี โดยประธานาธิบดีฝรั่งเศสคนปัจจุบันคือ นิโกลาส์ ซาร์โกซี ซึ่งเข้าดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2550


☺ อำนาจประธานาธิบดี
สาธารณรัฐฝรั่งเศสที่ 5 นั้นเป็นการปกครองด้วยระบอบกึ่งประธานาธิบดี ประธานาธิบดีเองก็มีอำนาจมากพอสมควรซึ่งไม่เหมือนกับประเทศอื่นๆ ในทวีปยุโรป แม้ว่าโดยส่วนมากการควบคุมดูแลและบัญญัติกฎหมายเป็นหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีและรัฐสภา แต่ประธานาธิบดีก็มีอิทธิพลด้วย
อำนาจสูงสุดของประธานาธิบดีนั้นคือการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี แต่อย่างไรก็ตามรัฐสภาฝรั่งเศสก็มีอำนาจที่จะปลดคณะรัฐมนตรีได้ ทำให้ประธานาธิบดีเหมือนกับถูกบังคับให้เลือกนายกรัฐมนตรีที่รัฐสภาให้การสนับสนุน
เมื่อไหร่ที่เสียงส่วนมากในรัฐสภามีความเห็นทางการเมืองตรงข้ามกับประธานาธิบดี ซึ่งจะทำให้เกิดการบริหารร่วมกัน เมื่อนั้นอำนาจประธานาธิบดีจะลดน้อยลง เนื่องจากอำนาจส่วนมากจะไปขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรีและรัฐสภาแทน และอาจจะไม่สนับสนุนการแต่งตั้งของประธานาธิบดีอีกด้วย
เมื่อไหร่ที่เสียงส่วนมากในรัฐสภาสนับสนุนประธานาธิบดี ประธานาธิบดีก็จะมีบทบาทมากขึ้นและมีอิทธิพลต่อนโยบายการบริหารของรัฐบาล บทบาทของนายกรัฐมนตรีจึงลดลงและอาจถูกปลดออกจากตำแหน่งหรือเปลี่ยนคณะผู้บริหารถ้าไม่เป็นที่นิยม
ตั้งแต่พ.ศ. 2545 เป็นต้นมา ประธานาธิบดีและรัฐสภามีวาระ 5 ปีและการเลือกตั้งทั้ง 2 ครั้งจะใกล้กัน ทำให้ความเป็นไปได้ของการบริหารร่วมกันนั้นมีความน้อยลง
☺ อำนาจของประธานาธิบดีมีดังนี้:
► ประธานาธิบดีประกาศกฎหมาย
► ประธานาธิบดีมีอำนาจในการยับยั้งชั่วคราว: เมื่อจะเสนอร่างกฎหมาย ประธานาธิบดีมีสิทธิที่จะเรียกร้องให้รัฐสภาพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง แต่สามารถกระทำได้ครั้งเดียวต่อกฎหมายฉบับหนึ่ง
► ประธานาธิบดีมีอำนาจในการชี้แนะให้มีการพิจารณาร่างกฎหมายต่อสภารัฐธรรมนูญก่อนการประกาศใช้
► ประธานาธิบดีมีอำนาจในการยุบสภา
► ประธานาธิบดีสามารถชี้แนะให้มีการลงประชามติกฎหมายบางประเภทหรือสนธิสัญญาภายในเงื่อนไขบางประการซึ่งนายกรัฐมนตรีและรัฐสภาต้องเห็นด้วย
► ประธานาธิบดีเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด
► ประธานาธิบดีมีอำนาจในการออกคำสั่งให้มีการใช้อาวุธนิวเคลียร์
► ประธานาธิบดีมีอำนาจในการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี แต่ไม่สามารถปลดนายกรัฐมนตรีออกได้
► ประธานาธิบดีมีอำนาจในการแต่งตั้งหรือปลดรัฐมนตรีได้ ถ้านายกรัฐมนตรีสนับสนุน
► ประธานาธิบดีมีอำนาจในการเสนอชื่อข้าราชการ (ด้วยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี)
► ประธานาธิบดีมีอำนาจในการเสนอชื่อสมาชิกสภารัฐธรรมนูญ
► ประธานาธิบดีต้อนรับทูตจากต่างประเทศ
► ประธานาธิบดีมีอำนาจในการอภัยโทษ (ไม่ใช่นิรโทษกรรม) แก่นักโทษที่ตัดสินว่ามีความผิด และสามารถลดหรือระงับคำพิพากษาได้ และนี่สำคัญเป็นอย่างยิ่งเพราะประเทศฝรั่งเศสยังมีการประหารชีวิตอยู่ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อมีการตัดสินประหารชีวิต ประธานาธิบดีก็จะอภัยโทษโดยอัตโนมัติ ทำให้โทษลดลงเหลือเพียงจำคุกตลอดชีวิต

การตัดสินใจของประธานาธิบดีนั้น จะต้องมีการเซ็นกำกับโดยนายกรัฐมนตรี ยกเว้นการยุบสภา
☺ การนิรโทษกรรมของประธานาธิบดี
ในประเทศฝรั่งเศสนั้นมีประเพณีที่เรียกว่า การนิรโทษกรรมของประธานาธิบดี หลังจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีและรัฐสภาที่มาจากพรรคเดียวกันนั้น รัฐสภาจะมีการลงคะแนนเสียงในการประกาศกฎหมายนิรโทษกรรมให้แก่นักโทษที่กระทำผิดเล็กๆ น้อยๆ การกระทำนี้เป็นที่วิพากย์วิจารณ์เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเป็นที่เชื่อกันว่าเป็นการส่งเสริมให้มีการทำผิดกฎหมายก่อนหน้าการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม การออกกฎหมายนิรโทษกรรมนี้ อาจจะเป็นการให้อำนาจประธานาธิบดีในการนิรโทษกรรมนักโทษบางคนถ้าตรงตามเงื่อนไข บางคนก็พูดกันว่า การนิรโทษกรรมนี้เป็นการลดประชากรนักโทษในคุกอีกด้วย



☺ การเลือกตั้ง
ตั้งแต่การลงประชามติในปี พ.ศ. 2543 ประธานาธิบดีฝรั่งเศสจะได้รับการเลือกตั้งโดยตรงโดยมีวาระ 5 ปี (ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีฝรั่งเศสมีวาระ 7 ปี ซึ่งภายหลังมาลดลงเหลือ 5 ปี ซึ่งเริ่มวาระ 5 ปี ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2545 สมัยประธานาธิบดีฌากส์ ชีรัก) ฌากส์ ชีรัก ได้รับการเลือกตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2538 และ พ.ศ. 2545 ซึ่งไม่มีข้อกำหนด ทำให้ชีรัก สามารถเป็นประธานาธิบดีต่อไปได้ แต่เขาเลือกที่จะไม่ดำรงตำแหน่งต่อไป ประธานาธิบดีคนถัดมาคือ นิโกลาส์ ซาร์โกซี ซึ่งดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2550
ฟรองซัวส์ มิแตรรองด์และฌากส์ ชีรักเป็นประธานาธิบดีที่ดำรงตำแหน่งครบวาระ (14 ปี และ 12 ปี)
ผู้สมัครแต่ละคนต้องยื่นรายชื่อผู้สนับสนุนอย่างน้อย 500 คน ให้สภารัฐธรรมนูญตรวจสอบคุณสมบัติ ก่อนจะประกาศรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดี และเปิดการรณรงค์หาเสียงอย่างเป็นทางการ ผู้สนับสนุนนั้น ส่วนมากจะเป็นนายกเทศมนตรี ซึ่งจะต้องมาจาก 30 จังหวัด (département) เป็นอย่างน้อยหรือประชาชนอาศัยในต่างประเทศ และ 10% จะต้องไม่มาจากอำเภอหรือประชาชนกลุ่มเดียวกัน และผู้สนับสนุนที่ว่านั้น สามารถเสนอได้ชื่อผู้สมัครได้เพียงคนเดียวต่อหนึ่งคน
ในประเทศฝรั่งเศสนั้นมีข้าราชการที่ได้รับการเลือกตั้งแล้วกว่า 45,000 คน ประกอบด้วยนายกเทศมนตรีประมาณ 36,000 คน

☺ การสืบตำแหน่ง
เมื่อประธานาธิบดีเสียชีวิตลงหรือลาออกจากตำแหน่ง ประธานสมาชิกวุฒิสภาจะทำหน้าที่เป็นประธานาธิบดีชั่วคราว อแลง โปเอร์เป็นคนเดียวที่ได้รับตำแหน่งชั่วคราวนี้ ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2512 เมื่อชาร์ลส์ เดอ โกลล์ ลาออกจากตำแหน่งและครั้งที่ 2 เมื่อปี พ.ศ. 2517 เมื่อจอร์จ ปอมปิดูเสียชีวิตลงอย่างกะทันหัน ในสถานการณ์อย่างนี้เป็นที่สำคัญว่า ประธานสมาชิกวุฒิสภาทำหน้าที่เป็นประธานาธิบดีชั่วคราว มิใช่ประธานาธิบดีคนใหม่ จึงทำให้ไม่ต้องออกจากตำแหน่งประธานสมาชิกวุฒิสภา อย่างไรก็ตามประเทศฝรั่งเศสก็ได้ยกอแลง โปเอร์ เป็นอดีตประธานาธิบดีคนหนึ่งและยังได้ถูกจัดไว้ในทำเนียบประธานาธิบดีในเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีฝรั่งเศสอีกด้วย
การเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบแรกนั้นจะต้องจัดให้เรียบร้อยภายใน 20 - 35 วัน หลังตำแหน่งประธานาธิบดีว่างลง เพราะว่า 15 วันนั้น สามารถแยกการเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบที่ 1 และ 2 ได้ นั่นหมายความว่าประธานสมาชิกวุฒิสภาจะดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีชั่วคราวได้มากที่สุดเพียง 15 วันเท่านั้น ในระหว่างที่ทำหน้าที่ประธานาธิบดีชั่วคราวนั้น จะไม่สามารถยุบสภา ชี้แนะการลงประชามติหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญได้
ถ้าไม่มีประธานวุฒิสภารักษาราชการแทน อำนาจของประธานาธิบดีนั้นจะตกอยู่กับคณะรัฐมนตรี ซึ่งก็จะตกอยู่กับนายกรัฐมนตรีนั่นเอง แต่ถ้านายกรัฐมนตรีไม่สามารถรักษาราชการแทนได้แล้วไซร้ รัฐมนตรีจะทำการแทนโดยยึดตามลำดับรายชื่อในคณะรัฐมนตรี อย่างไรก็ตามที่กล่าวมาจะมีสิทธิเป็นไปได้ยากเพราะถ้าไม่มีประธานสมาชิกวุฒิสภา สมาชิกวุฒิสภาจะเสนอชื่อประธานสมาชิกวุฒิสภาคนใหม่เพื่อที่จะดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีชั่วคราวแทน


☺ สถานที่อาศัยอย่างเป็นทางการ
สถานที่อาศัยอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีฝรั่งเศสนั้นคือ Palais de l'Élysée ในกรุงปารีส ส่วนสถานที่อาศัยของประธานาธิบดีที่อื่นๆ ได้แก่:
• Fort de Bregançon ตั้งอยู่บริเวณตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศฝรั่งเศส เป็นสถานที่ที่ประธานาธิบดีอาศัยพักผ่อนในวันหยุด
• Hôtel de Marigny ตั้งอยู่บริเวณใกล้กับ Palais de l'Élysée เป็นสถานที่ที่ให้ข้าราชการชาวต่างประเทศพักอาศัย
• Château de Rambouillet ปกติเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมยกเว้นเมื่อมีการประชุมอย่างเป็นทางการ (น้อยครั้ง)
• Domaine National de Marly ปกติเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมยกเว้นเมื่อมีการประชุมอย่างเป็นทางการ (น้อยครั้ง)
• Domaine de Souzy-la-Briche เป็นสถานที่อาศัยแบบส่วนตัว (มิใช่ทางประวัติศาสตร์)


☻Palais de l'Élysée ทำเนียบประธานาธิบดีฝรั่งเศส

☻ตราแผ่นดิน

วันพฤหัสบดีที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2553

Robbie Williams


ร็อบบี้ วิลเลียมส์ (อังกฤษ: Robbie Williams) มีชื่อจริงว่า โรเบิร์ต พีเตอร์ แมกซ์มิลเลียน วิลเลียมส์ (Robert Peter Maximillian Williams) เกิดเมื่อ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2517 เป็นนักร้องอังกฤษ อดีตสมาชิกวงเทค แดท ร็อบบี้ถือว่าเป็นนักร้องชายอังกฤษที่มียอดขายมากที่สุด ยอดขายอัลบั้มได้มากกว่า 50 ล้านชุดทั่วโลก


สมัยเรียน หนุ่มรูปร่างเพรียว ชอบความเอนเตอร์เทน มักทำให้เพื่อนๆหัวเราะ ตัวตลกประจำห้อง ทำให้อาจารย์ปวดประสาทอยู่เรื่อยๆ เช้าวันหนึ่งคุณแม่ของเค้า สะดุดตากับวงบอยแบนด์ หน้าใหม่ที่ชื่อ take that ในหน้าของหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นฉบับหนึ่ง Mrs. Jan ไม่รอช้าที่จะเขียนไปถึงถึงผู้จัดการวง และหลังจากนั้นไม่กี่สัปดาห์เขาก็เข้าเป็นส่วนหนึ่งของ take that เขารีบขึ้นบันไดไปที่ห้องของเขาแล้วผลักหน้าต่างออกไปพร้อมตะโกนสุดเสียงว่า “เราจะดังแล้ว โว้ย””

Take that ประกอบด้วยสมาชิกคือ Gary ,Jason, Howard, Mark และ Robbie ร็อบบี้ต้องร่วมคณะทัวร์ตามโรงเรียนกับ Take that เกือบทุกบ่าย ออกเล่นตามคลับเกือบทุกคืน เป็นงานที่สาหัสสากรรจ์ แต่ว่าคุ้มกับชื่อเสียงของ take that ที่ได้มา “Do what you like” ซิงเกิ้ลเปิดตัว ของวงที่ทำมิวสิค ออกมาได้ดีมาก ปี1991 “It only takes a minute” ขึ้นอันดับ7ต่อด้วยยอดขาย 15ล้านแผ่น และอันดับ1 รวมทั้งหมด8เพลง ในตอนนี้ ผมรู้สึกเหมือนตัวเอง คือคนที่ใครๆก็รักที่สุดในโลก นั่นคือที่ ร็อบบี้ประกาศไว้ หลังจาก Take that คว้ารางวัล Brit awards ชั่วโมงนั้นความสำเร็จเข้ามาจู่โจม แต่เขานึกในใจว่าตัวเองเหมือนเป็นหุ่นให้บริษัทเชิดเริ่มเข้าใจว่าตัวเองถูกกดดัน

Robbie คือ ชายหนุ่มที่หญิงสาวทุกคนใฝ่ฝันจะออกเดท ความปากเสีย ชอบโชว์ออฟ เขาดูเป็นตัวร้าย เป็น Bad Boy ประจำวง Take that ชอบทำอะไรแผลงๆให้คนอื่นมองเป็นตัวประหลาดเสมอ นั่นคืออิมเมจส่วนตัวที่ยังมีถึงปัจจุบัน และในที่สุดเขาก็ได้ก่อเรื่องในงาน Glastonbury เขางาบเชมเปญไป16ขวด ก่อนที่จะเดินเจอกับ Liam ปากร้าย แห่ง Oasis แล้วก็เกิดอะไรจากนั้นมากมาย รูปเหล่านั้นได้ถูกตีพิมพ์เป็นข่าวดัง
สมาชิกวง Take that ตัดสินใจบอกกับเขาว่าเขาน่าจะออกจากวงไปซะ นั่นทำให้เขา ช็อค สับสนและเขาก็ได้เพื่อนใหม่คือ ยาเสพติด แต่ ด้วยกำลังใจจาก เซอร์ Elton John และ Gerri Heliwell ทำให้เขาบำบัดจากยาเสพติดและเริ่มทำเพลงอีกครั้ง เขาพบกับคู่หูใหม่ Guy Chiambers ที่ช่วยเขาแต่งเพลง

Freedom ซิงเกิ้ลแรกในชีวิตศิลปินเดี่ยวของเขาตอกย้ำให้อดีตเพื่อนร่วมวงหัวเราะลับหลัง เพราะไปไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ แต่แล้วโลกก็หกคะเมนเมื่อ Angle เพลงเพราะหวานสุดขีดหวานสุดขั้วเพลงนั้นออกสู่คนฟังสปอร์ทไลท์ทุกดวงพุ่งมาจับที่ร็อบบี้เป็นแห่งเดียว แม้อัลบั้มแรก life through a lens จะไม่พรุแต้ แต่ I ‘ve been expecting you และ sing when you ‘re winning เป็นเครื่องพิสูจน์ความยิ่งใหญ่ของเขาได้ เขาได้รับรางวัล Brit Awards เรื่อยๆ จนรวมเมื่อกุมภาพันธ์ 2001 เป็น 9 รางวัล และปี2000 ได้รับรางวัล Ivor Novello ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดสำหรับนักแต่งเพลง ในเพลง Strong
ทั้งหมดนี้คือ Robbie , He is the one.

วันพุธที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2553

การกินที่ดีต่อสุขภาพ

ในแต่ละวันเราจำเป็นต้องกินอาหารเข้าไปมากมายเหลือเกิน มีคำแนะนำจากหลายสำนักให้กินนั่น ห้ามกินนี่จนไม่รู้จะเชื่อใครดี วันนี้เรามีเคล็ดลับง่ายๆ ของการกินให้ได้ประโยชน์สูงสุด ต่อสุขภาพอย่างเต็มที่มาฝากค่ะ

1. กินอาหารเช้า
เป็นพฤติกรรมพื้นฐานที่ส่งผลต่อสภาพจิตใจ และพลังชีวิตของคุณไปตลอดทั้งวัน การกินอาหารเช้า ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ ช่วยให้การเผาผลาญพลังงานดีขึ้น ทำให้คุณกินอาหารในมื้ออื่นๆ น้อยลง

2. เปลี่ยนน้ำมันที่ใช้ปรุงอาหาร
ยอมจ่ายแพงสักนิดใช้น้ำมันมะกอก หรือน้ำมันดอกทานตะวัน ปรุงอาหารแทนน้ำมันแบบเดิม ที่คุณเคยใช้ดีกว่า เพราะไม่มีไขมันที่เป็นโทษต่อร่างกาย และมีกรดไขมันอิ่มตัวที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ช่วยลดไขมันในเส้นเลือดได้เป็นอย่างดี

3. ดื่มน้ำให้มากขึ้น
คนเราควรดื่มน้ำวันละสองลิตรเป็นอย่างน้อย เพื่อหล่อเลี้ยงเซลล์ในร่างกาย ฟื้นฟูระบบขับถ่าย รักษาระดับความเข้มข้นของเลือด จะทำให้คุณสดชื่นตลอดวันเลยทีเดียว

4. เสริมสร้างแคลเซียมให้กับกระดูก
ด้วยการดื่มนม กินปลาตัวเล็กทั้งตัวทั้งก้าง เต้าหู้ ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง ผักใบเขียว เพราะแคลเซียมเป็นสิ่งจำเป็น ที่จะเสริมสร้างความแข็งแรง ให้กับกล้ามเนื้อและกระดูก ทำให้ระบบประสาททำงานได้เต็มประสิทธิภาพ

5. บอกลาขนม ของจุกจิก
ตัดของโปรดประเภทโดนัท คุกกี้ เค้กหน้าครีมหนานุ่ม ออกจากชีวิตบ้าง แล้วหันมากินผลไม้เป็นของว่างแทน วิตามิน และกากใยในผลไม้ มีประโยชน์กว่าไขมัน และน้ำตาลจากขนมหวานเป็นไหนๆ

6. สร้างความคุ้นเคย กับการกินธัญพืชและข้าวกล้อง
เมล็ดทานตะวัน ข้าวฟ่างและลูกเดือย รวมทั้งข้าวกล้องที่เคยคิดว่าเป็นอาหารนก ได้มีการศึกษาและค้นคว้าแล้ว พบว่า ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ ถึงหนึ่งในสามเลยทีเดียว เพราะอุดมไปด้วยไฟเบอร์ ที่ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล และควบคุมน้ำตาลในเลือดให้สมดุลย์

7. ได้เวลาน้ำชาแล้ว
ทั้งชาดำ ชาเขียว ชาอู่ล่ง หรือเอิร์ลเกรย์ ล้วนแล้วแต่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ การดื่มชาวันละ 1 ถึง 3 แก้ว ช่วยลดอัตราเสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหารถึง 30%

8. กินให้ครบทุกสิ่งที่ธรรมชาติมี
หมายความว่า คุณต้องพยายามรับประทานผักผลไม้ต่างๆ ให้หลากสี เป็นต้นว่าสีแดงมะเขือเทศ สีม่วงองุ่น สีเขียวบร็อคคอลลี สีส้มแครอท อย่ายึดติดอยู่กับ การกินอะไรเพียงอย่างเดียว เพราะพืชต่างสีกัน มีสารอาหารต่างชนิดกัน แถมยังเป็นการเพิ่มสีสันการกินให้กับคุณด้วยหล่ะ

9. เปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนรักปลา
การกินปลาอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง ได้ทั้งความฉลาดและแข็งแรง เพราะปลามีกรดไขมันโอเมก้า 3 และโปรตีน ที่ช่วยควบคุมการเต้นของหัวใจให้เป็นปกติ และบำรุงเซลล์สมอง ทั้งยังมีไขมันน้อย อร่อยย่อยง่าย เหมาะสำหรับ คนที่ต้องการหุ่นเพรียวลมเป็นที่สุด

10. กินถั่วให้เป็นนิสัย
ทำให้ถั่วเป็นส่วนหนึ่งของอาหารท ี่คุณต้องกินทุกวัน วันละสักสองช้อน ไม่ว่าจะเป็นของหวานของคาว หรือว่าของว่างก็ทั้งโปรตีนวิตามิน และแร่ธาตุสำคัญๆ หลายชนิด ต่างพากันไปชุมนุมอยู่ในถั่วเหล่านี้ ควรกินถั่วอย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่ควรกินครั้งละมากๆ เพราะมีแคลอรี่สูง อาจทำให้อ้วนได้

วันอังคารที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2553

รถไฟความเร็วสูง (TGV)



รถไฟ TGV POS (ภาษาฝรั่งเศส train à grande vitesse แปลว่า รถไฟความเร็วสูง) (หมายเลข 4401-4419)เป็นหนึ่งในรถไฟความเร็วสูง ที่ให้บริการโดย SNCF (ภาษาฝรั่งเศส:Société Nationale des Chemins de fer Français แปลว่า การรถไฟแห่งชาติฝรั่งเศส) ซึ่งถูกสร้างขึ้นโดยบริษัทอัลสธอม (ALSTOM)ปัจจุบัน TGV POS หมายเลข 4402 (ใช้ชื่อว่า V150) สามารถทำลายสถิติความเร็วที่สุดในโลกของ TGV Atlantique หมายเลข 325 สามารถทำความเร็วได้สูงสุดถึง 574.8 กิโลเมตรต่อชั่วโมง[1] ในการวิ่งทดสอบเมื่อวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2550 โดยใช้ขบวนรถที่มีการปรับแต่งเป็นพิเศษ สำหรับสร้างสถิติโลก
TGV POS ย่อมาจาก Paris-Ostfrankreich-Süddeutschland ใน
ภาษาเยอรมัน (แปลว่า "ปารีส-ทางตะวันออกของฝรั่งเศส-ทางใต้ของเยอรมนี")

ลักษณะโดยทั่วไป

รถไฟ TGV POS นั้น เป็นหนึ่งในตระกูล Generation ที่ 3 ของรถไฟ TGV(ได้แก่ TGV Duplex,Thalys PBKAและ TGV POS ) ซึ่งผลิตโดย ALSTOM ซึ่งได้รับการพัฒนาให้มีแรงม้าเพิ่มขึ้นกว่าเดิม โดยรถกำลังของ TGV POS มีกำลัง 12,900 แรงม้า ใช้ไฟฟ้า 25kV และสามารถใช้กำลังไฟในย่านต่างๆกันได้ โดยรับไฟฟ้าจากสายไฟฟ้าเหนือราง โดยใช้เสาสาลี่ (pantograph)มีความเร็วสูงสุด 320 กม/ชม.(ยกเว้นหมายเลข 4402 เร็วสูงสุด 574.8 กม./ชม.) ส่วนรถโดยสารนั้น ใช้โบกี้รถโดยสารเก่าที่ได้มาจากการดัดแปลง TGV Réseauบางส่วนให้กลายเป็น TGV Réseau-Duplex (TGV-RD) (ใช้โบกี้รถโดยสารสองชั้น (Duplex) แทนโบกี้รถโดยสารชั้นเดียว) นำมาปรับปรุงทั้งภายในและภายนอกให้มีความสวยงามและสะดวกสบายยิ่งขึ้นและเรียกซีรีส์โบกี้รถโดยสารเหล่านั้นว่า Lacroix ภายในให้บริการผู้โดยสารชั้นสองและชั้นหนึ่ง มีเบาะที่สามารถปรับเอนได้ รวมทั้งมีภัตตาคารอยู่ที่โบกี้กลางขบวนรถ (ประมาณโบกี้ที่ 4) รวมทั้งยังมีที่นั่งสำหรับเด็ก ครอบครัว และที่ยึดรถเข็นสำหรับคนพิการ โดยได้ติดมอเตอร์ไฟฟ้าไว้ในทุกแคร่ล้อระหว่างโบกี้ เพื่อเพิ่มกำลังให้แก่รถ

ทำลายสถิติโลก

ในวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2550 รถไฟ TGV POS หมายเลข 4402 ได้ทำการวิ่งทดสอบโดยใช้รหัสว่า V150 แปลว่า 150 เมตร/วินาที ซึ่งในขบวนรถประกอบด้วย รถกำลัง TGV POS หมายเลข 4402 2 คัน+โบกี้รถโดยสารสองชั้นแบบ Duplex ซึ่งได้รับการดัดแปลงโดยติดมอเตอร์ลากจูง (Traction Motor) ซึ่งเรียกว่า AGV (Automotrice à grande vitesse) ในภาษาฝรั่งเศสแปลว่า โบกี้รถโดยสารขับเคลื่อนด้วยตัวเอง (ซึ่งในโบกี้รถโดยสารของ TGV ทุกขบวน จะใช้แคร่ล้อร่วมกันระหว่างโบกี้เพื่อการเข้าโค้งที่ปลอดภัย) ภายในโบกี้แรกจะมีห้องปฏิบัติการซึ่งมีเครื่องมือบอกตำแหน่ง,วัดรัศมีโค้ง,วัดความเร็วของตัวรถ เพื่อให้การวิ่งทดสอบมีความปลอดภัย ในโบกี้สุดท้ายจะเป็นโบกี้โดยสารไว้รับรองบุคคลสำคัญในระหว่างวิ่งทดสอบ รถกำลังทั้ง 2 คันนั้น ได้มีการดัดแปลงและเพิ่มสมรรถนะให้ดียิ่งขึ้น ได้แก่ เพิ่มกำลังมอเตอร์ลากจูงจาก 12,900 แรงม้า เป็น 25,000 แรงม้า,เพิ่มขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของล้อจาก 920 มม. เป็น 1,092 มม. , ปิดที่เก็บเสาสาลี่ (pantograph)ที่รถกำลังคันหน้า โดยกางเสาสาลี่ที่รถกำลังท้ายแทน เพื่อให้ถูกต้องตามหลักอากาศพลศาสตร์ รวมทั้งลดแรงเสียดทาน และปิดช่องว่างระหว่างโบกี้ในขบวนเพื่อลดเสียงและแรงเสียดทาน ซึ่ง V150 นั้น ได้ทำการวิ่งทดสอบตั้งแต่หลักกม.ที่ 223 จนถึงหลักกม.ที่ 167 ของเส้นทางรถไฟ LGV-Est(LGV-Ligne à Grande Vitesse มาจากภาษาฝรั่งเศส แปลว่า เส้นทางรถไฟความเร็วสูง) ผลปรากฏว่า V150 สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 574.8 กม./ชม. ทำให้ V150เป็นรถไฟล้อเหล็กที่เร็วที่สุดในโลก โดยทำลายสถิติเก่าซึ่งรถไฟ TGV Atlantique หมายเลข 325 สร้างไว้ที่ 515.3 กม./ชม. ในเส้นทางสาย LGV Atlantique อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้รถไฟ TGV POS หมายเลข 4402 ได้กลับมาทำขบวนตามปกติโดยกลับมาใช้โบกี้โดยสารชั้นเดียวแบบ Lacroix พ่วงกัน 8 โบกี้ แต่ยังคงลวดลายตกแต่งบนรถกำลังเช่นเดิม


รถไฟ TGV หมายเลข 4402



วันอังคารที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2553

3 ช่วงเวลาอ่านหนังสือ !

ช่วงแรก ช่วงก่อนเปิดเทอมหรือช่วงปิดเทอม
เป็นเวลาแห่งการช่วงชิงความรู้ที่ดีที่สุด หยิบหนังสือเรียนออกมาทั้งหมด วางไว้มุมหนึ่งของโต๊ะ เปิดอ่านวันละนิดละหน่อย ทำความเข้าใจ แม้จะงงๆ อยู่ แต่ก็ไม่เป็นไร แค่ได้อ่านก็พอแล้ว
ช่วงที่สอง ช่วงก่อนไปโรงเรียนหรือช่วงก่อนเวลาเรียน
ลองตื่นเช้ากว่าปกติสักครึ่งชั่วโมงเพื่อมาอ่านบทเรียนที่ต้องเรียนในวันนี้ สักยี่สิบนาทีก็พอ อีกสิบนาทีทำตัวขี้เกียจเพื่อให้สมองได้พักผ่อน แบบว่าอ่านแบบชิวๆ สบายๆ ไม่ต้องเคร่งเครียด หรืออาจจะอ่านก่อนเวลาชั่วโมงเรียน แต่ไม่อยากจะแนะนำสักเท่าไหร่สำหรับคนที่เรียนชั่วโมงต่อชั่วโมง สำหรับคนที่เรียนแบบชั่วโมงนี้เรียน ชั่วโมงนี้ว่าง เหมือนโรงเรียนของต่างประเทศที่เข้าเรียนเป็นวิชาๆ หรือระดับมหาวิทยาลัยใช้ได้ แต่อย่าเครียดจนเกินไป แค่อ่านให้รับรู้ว่าเราอ่านมาแล้วก็พอ
ช่วงที่สาม ช่วงเย็นหลังเลิกเรียน
อันนี้รู้สึกจะไม่ได้จัดอยู่ในหมวดทำความเข้าใจก่อนเข้าเรียน แต่ถือว่าจำเป็นมากโข เพราะเป็นการทบทวนไม่ให้เราลืมสิ่งที่เพิ่งเรียนไป อ่านแค่พอระลึกชาติก็พอ อย่าเครียดเด็ดขาดเลย